หน่วยเสียงสระในภาษาบาลีและสันสกฤต  

            หน่วยเสียงสระในภาษาสันสกฤต ทั้งสมัยพระเวท และสมัยสันสกฤตมาตรฐาน มี 13 หน่วยเสียง ดังในตารางต่อไปนี้  

                   ประเภทของสระ 

ที่เกิดของเสียง 

 สระเดี่ยว simple vowel  

สระประสม diphthong

  รัสสะ short

ทีฆะ long 

คอหอย (glottal)  

()  a  

อา   ā -
กัณฐชะ (guttural) - - -
ตาลุชะ  (palatal) 

 อิ    i  

 อี    ī  

-
มุทธชะ (cerebral)

   r

  ŕ 

-
ทันตชะ (dental)  

    l 

- -
โอษฐชะ  (labial)  

 อุ   u  

อู   ū

-
กัณฐตาลุชะ  (glottopalatal) - - เอ e, ไอ āi  
กัณโฐษฐชะ  (glottolabial) - - โอ o, เอา āu

ตาราง: หน่วยเสียงสระในภาษาสันสกฤต (ถ่ายเสียงออกเป็นตัวอักษรไทยและตัวอักษรโรมัน)  

              เสียงสระ a และ ā ที่จริงเป็นเสียงเกิดที่คอหอย (glottal) แต่นักไวยากรณ์โบราณมักถือว่า เป็นเสียงกัณฐชะ (guttural) ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจปนกันกับพยัญชนะวรรคกัณฐชะ ที่จะได้กล่าวต่อไป  ในที่นี้จึงได้แยกให้เห็นชัดเจนขึ้น

             เสียงตาลุชะ (palatal) คือเสียงที่เกิดที่ลิ้นส่วนหน้ากับเพดานแข็ง ในที่นี้คือสระหน้า

             เสียงมุทธชะ (cerebral หรือ lingual หรือ cacuminal หรือ domal หรือ retroflex) คือเสียงที่นักไวยากรณ์โบราณถือว่า เกิดที่หัว (คำว่า P muddha หรือ SKT mūrdhan แปลว่า หัว)  แต่นักไวยากรณ์ตะวันตกตีความว่า เกิดที่ยอดเพดาน เพราะการออกเสียงสระหรือพยัญชนะประเภทนี้ จะต้องม้วนลิ้นขึ้นไป ใช้ลิ้นส่วนล่างแตะจนเกือบถึงกึ่งกลางเพดาน แล้วสะบัดแบบเดียวกับเวลาออกเสียง r ของอเมริกัน  ลักษณะของเสียงจึงเป็นเสียงประเภทลิ้นม้วน (retroflex)

             เสียงทันตชะ (dental หรือ apicodental) คือเสียงที่เกิดที่ปลายลิ้นกับฟัน  เสียงชนิดนี้ไม่มีในภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นเสียงสระหรือเสียงพยัญชนะ  เสียงที่ใกล้เคียงที่สุดคือ เสียงที่เกิดที่ปลายลิ้นกับปุ่มเหงือก (apicoalveolar)  เวลาเราออกเสียงทันตชะ จึงใช้เสียงที่เกิดที่ปุ่มเหงือกแทนโดยปกติ จึงอาจถือเป็นหน่วยเสียงเดียวกันได้ เนื่องจากออกเสียงคล้ายกันมาก และไม่ทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลง

             เสียงโอษฐชะ (labial) คือเสียงที่เกิดที่ริมฝีปากทั้งสอง หรือที่ตำราภาษาศาสตร์ส่วนใหญ่เรียกว่า bilabial

             เสียง rฺ นั้น ปัจจุบันนี้ผู้ศึกษาภาษาสันสกฤตโดยทั่วไป มักจะออกเป็นเสียงเป็น ริ บ้าง รึ บ้าง (ในอินเดียเองคนภาคตะวันออก เช่นเบงกอล มักออกเสียงเป็น ริ แต่คนภาคใต้ เช่นเตลุคุ มักออกเสียงเป็น รึ)  ซึ่งเป็นการนำเสียงพยัญชนะมาประสมกับสระ  ที่จริงแล้วคุณสมบัติของ rฺ ไม่ใช่เช่นนั้น  rฺ คือเสียงลิ้นม้วนคล้ายเสียง r  ต่างกันแต่ว่า r เป็นเสียงพยัญชนะ ไม่สามารถออกได้ตามลำพังโดยไม่มีสระตามมา  แต่ rฺ เป็นเสียง r ที่ใส่คุณสมบัติของสระลงไป ทำให้สามารถสร้างพยางค์ได้  เพราะพยางค์ต้องมีสระประกอบอยู่ด้วย  ดังนั้น เสียงใดที่สามารถสร้างพยางค์ได้จึงนับว่าเป็นเสียงสระ  ลักษณะอย่างนี้ปรากฏในภาษากลุ่มสลาวิกบางภาษา  และแม้แต่ในภาษาฝรั่งเศส เสียง r ที่ควบกล้ำกับพยัญชนะอื่นแล้วมี e ตามหลัง เช่น centre, livre, quatre ก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ rฺ ในภาษาสันสกฤต

             ในทำนองเดียวกัน เสียง l ซึ่งมีผู้ออกเสียงเป็น ลิ และ ลึ ก็มีคุณสมบัติเป็นเสียงข้างลิ้น (lateral) เช่นเดียวกับ l แต่สามารถสร้างพยางค์ได้  ในภาษาอังกฤษ เสียงเช่นนี้ปรากฏอยู่มาก เช่นในคำว่า able, candle, maple ซึ่งเป็นคำสองพยางค์  แต่พยางค์หลังเราจะได้ยินแต่เสียงพยัญชนะต้น ตามด้วยเสียง l โดยไม่มีเสียงสระชัด  

             หน่วยเสียงสระเดี่ยวในภาษาสันสกฤต มีทั้งหมด 9 หน่วยเสียง  เป็นเสียงเกิดที่คอหอย ตาลุชะ มุทธชะ และโอษฐชะ กลุ่มละ 2 หน่วยเสียง  ส่วนกลุ่มทันตชะนั้นมีหน่วยเสียงเดียว เสียง l (ฦๅ-ยาว) นั้นไม่มีใช้จริงๆ ในภาษา  อย่างไรก็ตาม นักไวยากรณ์ดั้งเดิมมักจะเติมเสียงนี้ลงไปด้วย เพื่อให้เป็นคู่กับเสียง l (ฦ-สั้น) ด้วยเจตนาต้องการให้สระทั้งหมดมีเสียงสั้น (รัสสะ) และเสียงยาว (ทีฆะ) ครบทุกคู่

             ในภาษาบาลีมีสระเดี่ยวเพียง 6 หน่วยเสียง ไม่มีเสียง  rฺ, ŕ, และ l

             สระประสมในภาษาสันสกฤตมี 4 หน่วยเสียง คือ 

e เป็นเสียงที่เกิดจาก a+i   āi เป็นเสียงที่เกิดจาก ā+i
o เป็นเสียงที่เกิดจาก a+u  āu เป็นเสียงที่เกิดจาก ā+u

            มีข้อสังเกตว่า หน่วยเสียง e และ o ซึ่งถือกันว่าเป็นสระประสมนี้ ที่จริงในภาษาสันสกฤตมีหลักฐานว่า ออกเสียงเป็น [e:] และ [o:] มาแต่โบราณประมาณ 300 ปีก่อนคริสต์กาลแล้ว เป็นการออกเสียงอย่างสระเดี่ยว มิได้มีคุณสมบัติของสระประสมเลย 

             หน่วยเสียงสระประสมในภาษาบาลีมีเพียง 2 หน่วยเสียงคือ e และ o

             มีข้อสังเกตว่า หน่วยเสียงทั้งสองนี้ ในตำราว่าด้วยภาษาสันสกฤตกล่าวว่า ออกเสียงเป็น [e:] และ [o:] ตลอด  แต่ในภาษาบาลีไม่ใช่เช่นนั้น  Wilhelm Geiger อธิบายว่า ตามปกติสระ e และ o จะออกเสียงเป็น [e:] และ [o:]  (เสียงยาวหรือทีฆะ) ถ้าไม่มีพยัญชนะสังโยคตามมา เช่นในคำว่า วเน 'ในป่า', เทวี 'เทวี', นโร 'คน', โลโภ 'ความโลภ'  แต่ถ้าเมื่อใดมีพยัญชนะสังโยคตามมา จะออกเสียงเป็น [e] และ [o] (เสียงสั้นหรือรัสสะ) ไปโดยอัตโนมัติ  เช่น ในคำว่า เสยฺโย 'ดีกว่า', โสตฺถิ 'ความเจริญ' ซึ่งหมายความว่าหน่วยเสียงสระ e ในภาษาบาลีมีเสียงย่อย 2 เสียง คือ [e] และ [e:] และหน่วยเสียง o ก็มีเสียงย่อย 2 เสียง คือ [o] และ  [o:]  เป็นปรากฏการณ์ที่นักภาษาศาสตร์เรียกว่า หลีกล้อหรือสับหลีก (complementary distribution) คือไม่ปรากฏในเสียงแวดล้อมเดียวกัน 

             นอกจากนี้ ในภาษาสันสกฤตยังแบ่งสระออกได้เป็น 3 ขั้น คือ  

 ขั้นปกติ (zero grade)

a

ā

ī

ū

r  ŕ

  l  

 ขั้นคุณ (gunฺa)  

a

ā

e

o

ar

al

 ขั้นพฤทธิ (vrddhi)

ā

āi

āu

ār

āl

             การแปลงสระขั้นปกติให้เป็นขั้นคุณ หรือขั้นคุณให้เป็นขั้นพฤทธินี้  เรียกว่า การทำสระให้มีรูปแรงขึ้น (strengthening)  และในทางกลับกัน การแปลงสระขั้นคุณหรือขั้นพฤทธิให้ลดลงไปเป็นสระขั้นต่ำกว่า เรียกว่า การทำให้สระมีรูปอ่อนลง  (weakening)  เพราะการแปลงสระขั้นปกติให้เป็นขั้นคุณ เป็นการเพิ่มเสียงสระ a เข้ามาประสมข้างหน้าสระขั้นปกตินั้นๆ  และการแปลงสระขั้นคุณให้เป็นขั้นพฤทธิ ก็เป็นการเพิ่มเสียงสระ a เข้ามาประสมข้างหน้าสระขั้นคุณนั้นๆ  จึงมีรูปดังแผนผังข้างบน  ซึ่งจะเห็นได้ว่า  ar, al, ār และ āl เป็นรูปสระ  a และ ā ประสมกับพยัญชนะ หาใช่สระตามลำพังไม่  ทั้งนี้เพราะเสียง  rฺ และ l นั้นถ้าประสมกับสระอื่น จะเกิดการกลมกลืนเสียงกลายเป็น r และ l  ไปทันที  คุณสมบัติของสระที่มีมาแต่เดิมหายไป 

             ในภาษาบาลีไม่มีการแปลงสระเป็นขั้นคุณ  มีแต่ขั้นพฤทธิ  ได้แก่  

 ขั้นปกติ (zero grade)  

a   ā

i   ī

u   ū

 ขั้นพฤทธิ (vrddhi)  

ā  

e

o

              การแปลงเสียงสระให้เป็นขั้นต่างๆ นี้ ใช้ประโยชน์ในการเปลี่ยนรูปคำ หรือการสร้างคำ (formation of words) ในระบบคำ (morphology) ทั้งของภาษาบาลีและสันสกฤต

HOME                    BACK                    NEXT